Chengings Personal Weblog
Movies
The Twilight Saga: New Moon (นวจันทรา)
Nov 20th
(ไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้)
การเริ่มต้นของการบรรลุนิติภาวะของเบลล่า(Bella Swan แสดงโดย Kristen Stewart) ก่อให้เกิดปัญหาต่อครอบครัวแวมไพร์ เอ็ดเวิร์ด(Edward Cullen แสดงโดย Robert Pattinson)จึงจำใจต้องออกไปจากชีวิตของเบลล่า แต่ทว่าเบลล่ากลับโหยหาความรักที่มีต่อเอ็ดเวิร์ดอย่างไม่หยุดไม่หย่อนเช่น ฝันร้ายทุกคืน ปิดตัวเองออกจากสังคมรอบข้าง หรือแม้กระทั่งทำอะไรเสี่ยงๆ เพื่อที่จะได้เห็นเอ็ดเวิร์ด ซึ่งแม้แต่เอ็ดเวิร์ดที่เธอเห็นนั้นเป็นแค่ภาพนิมิตของเธอก็ตามที แต่คนที่ตามมาช่วยเธออยู่เสมอๆ นั้นกลับกลายเป็นจาคอบ(Jacob Black แสดงโดย Taylor Lautner)เพื่อนสมัยเด็กของเธอ ซึ่งจาคอบนั้นรักเบลล่าอยู่เต็มหัวใจ แล้วเบลล่าจะทำยังไงกับความรักของเธอละ เธอจะเลือกคนที่เธอรักที่ท้ิงเธอไป กับคนที่รักเธอที่พร้อมจะปกป้องเธอไปตลอดชีวิต
- การแสดง
- เบลล่า: แสดงออกถึงหญิงสาวที่ถูกทิ้งไปทั้งๆ ที่ยังรักอยู่เต็มหัวใจ และความสับสนของตัวเอง
- เอ็ดเวิร์ด: โผล่มาแค่ต้อนต้นกับตอนปลายเรื่อง ภาคนี้เลยไม่ได้แสดงออกอะไรเลย
- จาคอบ: ภาคที่แล้วเป็นแค่ตัวละครไม้ประดับ แต่ภาคนี้คือตัวเดินเรื่องของภาคนี้ ทำให้พวกเราลืมเอ็ดเวิร์ดไปได้สิ้นในตอนกลางๆ ของเรื่อง แถมลุคใหม่นี้ อุแหม่! ถูกใจใครหลายๆ คน
- อลิซ(Alice Cullen แสดงโดย Ashley Greene): ผมค่อนข้างชอบตัวละครนี้เป็นการส่วนตัว แสดงได้สมบทบาทและจริตของการเป็นน้องของเอ็ดเวิร์ด และช่วยเบลล่าเหมือนกับเบลล่าเป็นพี่สาวจริงๆ ชอบมาตั้งแต่ภาคที่แล้วแล้ว ภาคนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง
- เนื้อเรื่อง: เนื้อเรื่องก็เป็นไปตามข้างบน ซึ่งธีมหนังจริงๆ คือรักสามเศร้า และความสับสนของตัวละคร เน้นเรื่องบทพูดเป็นหลัก ฉากแอคชันมีน้อยถึงน้อยมาก เรียกว่าหดหายไปจะง่ายกว่า
- โปรดัคชันและการถ่ายทำ: ภาคที่แล้วเราจะได้เห็นฉากสวยๆ กันให้พรึ่บ แทบอยากจะปืนต้นสนไปดูวิวอย่างนั้น แต่ภาคนี้หายหมด มีให้เห็นเป็นประปราย แถมไม่สวยเท่าไหร่ บางฉากก็ไม่เนียนอีก
- สรุป: Twilight แก่นของเรื่องก็คือนิยายร้ก แถมภาคนี้เน้นที่อารมณ์และคำพูดเป็นสำคัญตลอด 2 ชม. ถ้าเป็นคนที่มีรักและมีความโรแมนติคอยู่เต็มหัวใจควรดู New Moon (ถ้ามีคู่ด้วยจะดีมาก เพราะหันไปมองคนข้างๆ จะทำให้อินกับหนังเรื่องนี้ขึ้นมาก) แต่สำหรับคนโสด หรือไม่โสดแต่ไม่ชอบนิยายรักน้ำเน่า หวาน เลี่ยน ก็คงต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้แค่น่าดูเฉยๆ รอดูดีวีดีจะดีกว่า ไม่งั้นหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังที่น่าเบื่อเอามากถึงที่สุด แต่สำหรับคนที่เคยดูภาคที่แล้วแล้วชอบ(ย้ำว่าต้องชอบนะ) หนังเรื่องนี้ล่ะก็ ต้องดู คือคำตอบสุดท้าย
อยากจะเล่า:
- ทำไมเผ่าพันธุ์หมาป่าต้องถอดเสื้อโชว์sixpack เดินว่อนตลอดทั้งเรื่องหว่า?
- ฉากจบมันค้างคามากๆ แทบอยากจะดู Eclipse ต่อทันที
- ดูเสร็จก็ต้องบอกตัวเองว่า ตื่นมาสู่โลกแห่งความจริงได้แล้ว
2012: วันสิ้นโลก
Nov 13th
เหตุการณ์ในเรื่องนี้เกิดจากที่ดวงอาทิตย์ได้ปล่อยอนุภาคนิวทริโนที่ทำให้แกนโลกของเรานั้นเดือดปุดๆ และส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิดทั่วโลก (ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับปรากฏการณ์โลกร้อนเลยสักนิด) แน่นอนว่าเรื่องมันมีแค่นี้จริงๆ ที่เหลือก็คือดราม่า
และ 2012 ก็เป็นหนังแนวเดียวกับ The Day After Tomorrow (ก็ผู้กำกับมันคนเดียวกันนิหว่า) หลายๆ คนน่าจะพอเดาพล็อตเรื่องและตอนจบกันออกอย่างง่ายๆ
- เนื้อเรื่อง: ตามข้างบนเลย ที่เหลือก็คือ เหตุการณ์ของคนที่จะหนีเอาตัวรอดยังไง อำนาจของเงินกลืนกินจิตใจมนุษย์ การตัดสินใจและการเสียสละของผู้นำ บลาๆ ต้องไปดูเอาเอง
- การถ่ายทำ: CG ในเรื่องนี้เนียนโคตร อย่างฉากน้ำท่วมที่เคยเห็นในตัวอย่าง พอดูในโรงจริงแทบจะร้องอะไรมันจะสวยขนาดนี้
- สรุป: ถ้าใครเคยดู The Day มาแล้วหนัง 2012 ก็คือ The Day ที่ advance ขึ้นทั้ง เนื้อเรื่อง การถ่ายทำ บท ฯลฯ หนังเรื่องนี้แนะนำให้ไปดู ถ้าใครชอบหนังวินาศสันตะโร ฟ้าถล่ม ดินทลาย เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (ต้องดูสำหรับแฟนๆ The Day) และขอแนะนำให้ไปดูที่โรงใหญ่ที่สุดเท่าที่จะมีในสาขานั้นๆ เพื่อไปเสพความอินของหนัง
อยากจะเล่า
- หนังเรื่องนี้มีจุดหยุดพักบ่อย และฮาในตอนที่ไม่น่าจะฮา อาจจะทำให้ไม่อินเท่า The Day อารมณ์มันค้างๆ คาๆ ยังไงก็ไม่รู้
- ตอนที่ที่ปรึกษาฯ โทรลากับพ่อ ซึ้งมากแทบจะร้องไห้
- ฉากแต่ละฉากลุ้นใจจะขาด เป็นผม ผมยอมตามตั้งแต่แคลิฟอร์เนียแล้ว
- ฉากที่สวยที่สุดน่าจะเป็นฉากภูเขาไฟระเบิด (มันช่างเป็นภูเขาไฟระเบิดที่สวยจริงๆ)
- ปธน. ในเรื่องน่าจะเป็นตัวแทน Obama ได้อย่างดี
- มีฉากล้อเลียนคนดังแห่งอังกฤษด้วย
- แสนยุนุภาพจีนมันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน
- ตัวละครบางตัวตายแบบไม่ควรจะตาย แถมตายง่ายเกินไป แล้วไอ้ฉากที่รอดมาได้ น่าจะตายมากกว่าอีก
- มี Microsoft Vitual Earth ด้วยเปิดด้วย IE กระตุกนิดหน่อย
- หนังมีโคตรษณา(โคตร+ โฆษณา)แฝง สงสัยใช้แนวคิดเดียวกับการซื้อตั๋วในหนัง
- หนังยาว 2.30 เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย กินอะไรมาให้เรียบร้อย ซื้อน้ำขวดเล็กๆ พอ และทางที่ดีอย่าซื้อข้าวโพดคั่วเข้าไปเลย เดี๋ยวคอแห้ง
รถไฟฟ้า…มาหานะเธอ
Oct 23rd
เมื่อเหมยลี่(คริส หอวัง)พนักงานขายโซลาร์เซลล์กลับมาจากงานแต่งของเพื่อนสนิท-เป็ด(โอปอล์) แต่ด้วยฤทธิ์ของไวน์ 4 ขวด ทำให้รถเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เธอได้พานพบกับลุง(เคน ธีรเดช) และโชคชะตาก็เล่นตลกทำให้คนทั้งสองได้พบกันอีก(หลายครั้ง) ประกอบกับเหมยลี่ต้องการทวงเวลา 17 ปีที่หายไปคืนมา ปฏิบัติการความรักของเหมยลี่จึงเริ่มต้นขึ้น
- การแสดง: บทเด่นส่วนมากจะไปอยู่ที่เหมยลี่การแสดงค่อนข้างดี ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาใช้ได้เลย ส่วนลุงนั้นพูดน้อยไปหน่อย แต่แค่โผล่มาหล่อแล้วพูดประโยคสั้นๆ ในหนังก็ทำให้สาวทั้งโรงหนังกรี๊ดกันแล้ว ส่วนตัวประกอบทุกคนทำงานได้ดี อันไหนฮาก็ฮา อันไหนซึ้งก็ซึ้ง
- เนื้อเรื่อง: เดาได้ไม่อยาก เป็นหนังประเภท feel good ของ GTH อยู่แล้่ว แต่มีประเด็นเก็บตกอยู่เยอะพอสมควรต้องเอามาตีความกันเอาเอง
- สรุป: น่าดู คือบทสรุปของหนังเรื่องนี้ ตอนดูในโรงหนังฮาแทบทุกช็อตที่มุข ใครต้องการความฮาปนความซึ้งต้องไปดูหนังเรื่องนี้
อยากจะเล่า
- ชอบตอนที่เหมยลี่ไปรับพ่อ เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อที่มีลูกสาวคนเดียวในทันที
- ชอบตอนที่อาม่าพูดถึงอากง เป็นคนที่ชอบอะไรแนวๆ นี้อยู่แล้ว ซึ่งหนัง GTH ที่ชอบที่สุดในตอนนี้ก็คือ ความจำสั้นแต่รักฉันยาว(หนังรักวัยชรา ที่มีคนหนุ่มสาวเป็นตัวประกอบ)
- เคยดูหนังจอเงินที่เคนเล่นอีกเรื่องก็คือมหัศจรรย์พันธุ์รัก เคนพูดน้อยเหมือนเรื่องนี้ แต่คุณภาพของหนังแทบจะเทียบกันไม่ติด ในแง่ production และบท แต่แปลกตรงที่ทั้งสองเรื่องนี้มีฉากแสดงความคิดที่อยู่ในหัวของตัวละครเหมือนกัน
- หนังเก็บประเด็นที่ทิ้งค้างเอาไว้ตอนต้นเรื่องได้เกือบหมด นับว่าทำการบ้านมาดีมาก
- เพลิน(แพท อังศุมาลิน) บอกได้คำเดียว่า สุดยอดไปเลยยย… เอาความน่ารักไปเต็ม 10
- ต้องขอบคุณพ่อกับแม่ที่ถีบส่งให้ไปหาอากงอาม่าเป็นประจำ ทำให้ฟังอาม่าในหนังรู้เรื่องถึง 80%
- ประโยคเด็ดและประเด็นเก็บตกที่ค้างคาในหนัง น่าจะมีการรวบรวมหรือไม่ก็น่าจะมีการอธิบายสักหน่อย (อยากให้มีใน DVD)
- เพลงประกอบหนังเกิดไม่ทันสักเพลง หรือเกิดทันแล้วก็ยังเด็กไปอยู่ดี
หมายเหตุ๑: เราเป็นคนขี้อาย ไม่โกรธง่าย เคยไปเดทกับแฟนที่ท้องฟ้าจําลอง และกวนตีนเหมือนลุง แต่ทำไม่เราไม่หล่อเท่า?
หมายเหตุ๒: การมีเพื่อนแฟนทำงานโรงหนัง ทำให้ลัดคิวคนอื่นได้สบายๆ
Harry Potter and the Half-Blood Prince
Jul 18th
หลังจากที่เป็นโรคเลื่อนมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วด้วยสารพัดปัญหาก็ได้ฤกษ์ฉายสักที เนื่องจากผมได้ไปดูที่โรง IMAX เก่าที่เมเจอร์รัชโยธิน เข้าไปครั้งแรก(และเป็นครั้งแรกที่เคยเข้าไป)ก็ตกใจนิดหน่อยว่าทำไมโรงใหญ่จังว่ะ
- การแสดง: ภาคนี้ทุกคนก็แสดงได้คงเส้นคงวามาก แต่ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นมัลฟอย เพราะทำหน้าอมทุกข์ และขมขื่นกับภารกิจที่ตัวเองได้รับตลอดเวลาที่เห็นกลายเป็นเฮียเครียดมูรินโญซะงั้น อีกตัวละครก็เป็นลาเวนเดอร์ บราวน์ ที่ออกมาทีไรก็ฮาได้ใจทุกที แสดงได้เหมือนคนตกหลุมรักจริงๆ
- เนื้อเรื่อง: หนังคงประเด็นสำคัญๆ ที่มีในหนังสือไว้ได้หมด ดัดแปลงน้อยมาก แต่หนังจะตัดให้มันไปไวนิดนึง มีฉากเพิ่มเติมเช่น การต่อสู้ที่บ้านโพรงกระต่าย และก็มีฉากที่มักจะโดนตัดทิ้งจากภาคก่อนๆ เช่นควิดดิชอยู่ด้วย
- การถ่ายทำ: หลายๆ ฉากดูเนียน สวย เหมือนจริง และแลดูยิ่งใหญ่ไปหมด ภาคนี้เข้าไปก็เพื่อไปดูฉากการผจญภัยในถ้ำใต้หน้าผาโดยเฉพาะ ก็เล่นเอาลุ้นและสะดุ้งแทบแย่
- สรุป: ตั้งแต่ภาค 5 ขึ้นไป เนื้อเรื่องจะค่อยๆ เครียดขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีค่อยมีฉากสนุกอย่างในภาค 3 และ 4 แล้ว ถ้าคนเคยอ่านหนังสือมาแล้วก็น่าจะลุ้นและตื่นเต้นตามไปด้วย สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านอาจจะบ่นนิดนึง เนื่องจากหนังค่อนข้างจะไปไว อาจจะงงๆ ในบางฉาก ว่ามันคืออะไร แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบแฮร์รี่อยู่แล้วน่าจะโอเคกับภาคนี้
X-Men Origins: Wolverine
May 1st
เมื่อวานไปดู X-Men Wolverine กับ @nytonkla และ @tititarn ได้ดูรอบเที่ยงคืนกว่าหนังจะจบก็ตี 2 พอดี กะจะเขียนบล็อกตอนนั้นแต่ก็สลบไปก่อน
ชื่อหนังก็บอกอยู่แล้วว่าจะโฟกัส Wolverine เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปริศนาในฉบับไตรภาคเช่น ทำไมถึงความจำเสื่อม, ได้กรงเล็บและกระดูก Adamantium มายัง, เกิดเมื่อไหร่ หรือแม้กระทั่งชื่อของ Wolverine มาได้ยังไง ก็จะบอกหมดในหนังเรื่องนี้
แน่นอนว่าตัวหนังก็ไม่ได้มี Wolverine ตัวเดียว ยังขนตัวละครมาอีกเพียบ
- Sabretooth ถูกวางตัวให้เป็นพี่ของ Wolverine ซึ่งความสามารถของสองคนนี้ไม่ต่างกัน อยู่ร่วมรบกันมาตั้ง 100 กว่าปี โดยสันดานนั้นเลวบริสุทธิ์ แต่ลึกๆ แล้วก็รักน้องอยู่ สังเกตได้ตั้งแต่ต้นยันท้ายเรื่อง
- Gambit มีโผล่ออกมาให้เห็น แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ ทุกทีที่แกโผล่ออกมาจะพกความเท่เหลือหลาย บทแกมบิทอ่อนไปนิดเลยรู้สึกไม่จุใจเท่าไหร่ น่าจะเล่นได้มากกว่านี้
- Cyclops หลายๆ คนคงเซ็งกับตัวละครนี้ในภาค 3 มาก หนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นตอนเด็กของ Cyclops บทไม่เด่นมาก ออกมาน้อย แต่ก็เท่และชอบมากกว่าเมื่อเทียบกับบทของ Gambit
- ฯลฯ (ดูเอาเอง)
เรื่อง CG ถ้าได้ดูตัวอย่างหนังแล้วมันได้เท่านั้นจริงๆ ไม่เนียนอย่างแรง เทียบไม่ได้กับไตรภาคเลย แต่กำกับภาพทำได้ดีมาก รู้ซึ้งถึงความงามของธรรมชาติ ดูแล้วอยากไปเที่ยวแคนาดาจริงๆ
เรื่องบท พอเดาเอาได้ในบางจุดดูจากสันดานของ Styker ขาดๆ เกินๆ ในบางประเด็น ฉากบู๊มีไม่เกินไปกว่าในตัวอย่างหนังเลย
สรุป ใครที่อยากดูความเป็นมาของ Wolverine หรือเป็นแฟนของไตรภาค ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้ ดูแล้วขาดๆ เกินๆ ไม่รู้สึกอิ่มมาก (แต่ก็อิ่ม) ถือว่าคุ้มสำหรับการรอคอย ตั้งแต่ที่ได้ยินว่าจะสร้างหนังเรื่องนี้
ป.ล. ๑ ได้กล้ามเนื้อแบบ Hugh มาสักครึ่ง คงจะดูเท่ขึ้นไปหลายร้อยเท่า ในหนังใส่มาให้ไม่ยั้ง เกือบได้เห็นจุบุด้วย
ป.ล. ๒ ชื่อหนังสามารถสร้างหนังเรื่องต่อๆ ไปได้อีกหลายตัวเช่น X-Men Origins: Cyclops น่าจะมีภาคต่อ(มั้ง)
ป.ล. ๒ อย่าลืมดูฉากแถมต่อจาก end credit น้า การันตีได้ว่าทุกคนจะไม่ลืม









