
American Horror Story
ครอบครัว Hardon ได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังหนึ่งใน LA ในราคาที่ถูกมากๆ โดยหัวหน้าครอบครัว Ben คิดว่าหลังจากที่ย้ายมาใหม่แล้วชีวิตครอบครัวที่เหลวแหลกจะได้เริ่มต้นใหม่ขึ้น แต่พวกเขาหารู้ไหมว่าบ้านที่พวกเขาย้ายเข้าไปอยู่นั้นเป็นอภิมหาโคตรบ้านผีสิง เกิดเหตุฆาตกรรมและฆ่าตัวตายแล้วนับไม่ถ้วน โดยที่ผีในบ้านนั้นมีสามารถทำอะไรก็ได้และสามารถทำได้ทุกอย่างไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา มิหน้ำซ้ำยังมีเพื่อนบ้านนิสัยแปลกๆ อย่าง Constance ที่มีความเกี่ยวข้องกับบ้านหลังนี้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย…
ชอบ
- ดราม่า (มาก ๆ) เหนือกว่าลัดดาแลนด์ คนและผีทุกตัวมีปมของตัวเองกันหมด ผีแก้ดราม่าให้คน คนแก้ให้ผี ผีแก้ให้ผี ความเฮี้ยนพอ ๆ กับจูออนโดยที่ร้ายที่สุดคือผีฆ่าคนได้
- ผีที่ออกมาส่วนใหญ่เหมือนคนธรรมดาปกติ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะออกมาแบบเละ ๆ น่ากลัว ทำให้คนที่กลัวหนังผี(อย่างข้าพเจ้า) สามารถดูซี่รี่ยส์นี้ได้
- Violet (แสดงโดย Taissa Farmiga) ลูกสาวคนเดียวของ Ben และ Vivien เป็นเด็กดื้อ สวย ฉลาด ซ้อนทับกับน้องปันปันในลัดดาแลนด์พอดี
- ไม่ยาวแต่ยืด เหตุการณ์ก็มีแค่บ้านหลังนั้นหลังเดียวโดย Season 1 มีความยาว 12 ตอนจบบริบูรณ์
- ตอนวันฮาโลวีนเนียนมาก บทใช้วันนี้เป็นประโยชน์เข้ากับตัวซี่รี่ยส์
ไม่ชอบ
- ผีจะเยอะไปไหน แถบนับไม่ถ้วน แถมทำทุกอย่างได้ไม่ต่างจากคน ฝืนกฎฟิสิกส์สุดๆ
- ดูแล้วอึดอัดมาก ลุ้นสุดตัวว่าครอบครัว Hardon จะหลุดออกจากบ้านนั้นได้เมื่อไหร่ ไม่เชิงว่าไม่ชอบแต่ดูแล้วติด ดูตั้งแต่สี่ทุ่มจนถึงเช้า เสียสุขภาพสุด ๆ
หมายเหตุ: Season 2 มีการประกาศออกมาแล้วว่าจะฉายแถว ๆ เดือนตุลาคม 2012 บ้านหลังใหม่ ผีใหม่ ดราม่าใหม่ๆ
Read the rest of this entry »
ขอวีซ่าท่องเที่ยวจีนถ้าเทียบกันแคนาดานั้น จีนง่ายกว่ามากแค่เอกสารครบก็แทบจะผ่านแล้ว แต่ก็มีหลายคนบอกว่าสมัยนี้ขออยากกว่าแต่ก่อนมาก
เอกสารที่ต้องใช้นั้นก็มี
- พาสปอร์ตที่ไม่หมดภายใน 6 เดือน
- ตั๋วเครื่องบินไปกลับ
- ใบจองโรงแรม
ตัวสถานฑูตจีนนั้นอยู่ตรงถนนรัชดาภิเษก เส้นเดียวกันกับฟอร์จูนทาวน์ เซ็นทรัลพระราม 9 และดิเอสพลานาดนั้นแหละ วิธีหาก็ง่ายๆ ถ้านั่ง MRT มาให้ลงสถานีพระราม 9 ขึ้นฝั่งฟอร์จูน เดินผ่านฟอร์จูนจะเจออาคารภคินท์ แล้วเดินถัดไปอีกนิดเดียวก็เจออาคาร AA แล้ว (AA Building) ตัวอาคารจะอยู่หน้าปากซอยเลย เขาเปิดให้ยื่นเอกสารตั้งแต่ 9.00 – 11.30 น. มาเช้าๆ หน่อยก็ดีเพราะยิ่งสายคิวก็ยิ่งยาว แล้วเขาจะตัดคนให้ขึ้นไปเป็นรอบๆ
รอบแรกไม่ได้เอาใบจองโรงแรมไปก็โดนเลย ต้องมายื่นเอกสารอีกรอบ ครั้งที่สองเอามาครบ พอเจ้าหน้าที่เช็คว่าเอกสารถูกต้องหมด เขาก็จะยื่นใบนัดให้มาฟังผลวันที่เขาบอกมา อันนี้แล้วแต่เราว่าจะขอแบบด่วนจี๋ยื่นเช้า-บ่ายได้ หรือด่วนน้อยหน่อย 2-3 วัน หรือแบบปกติ 4 วัน ราคาก็ถูกแพงตามความเร็ว ของผมขอแบบปกติราคาอยู่ที่ 1,000 บาท (แถมติดวันหยุดเช็งเม้งด้วย ยาวเลย) ณ ตอนนี้เรายังไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ทั้งสิ้น
พอมาถึงวันนัดก็ไม่ต้องไปต่อคิวยื่นเอกสารที่หน้าตึกอีกแล้วให้ไปเข้าทางด้านหลัง ยื่นใบนัดให้พี่ยามดูแล้วขึ้นไปเลย เสร็จแล้วก็ไปห้องเดิมที่ช่องซ้ายสุด ถ้าผ่านเขาก็จะให้จ่ายตังค์ (แต่ถ้าไม่ผ่าน… อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน :P) แล้วเราจะได้ใบเสร็จมาแล้วก็ไปที่ช่องถัดไปเพื่อรับเล่มพร้อมวีซ่าก็เป็นอันเสร็จพิธี
แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ขอผ่านเอเจนซี่หรือบริษัททัวร์ก็ได้ เสียเพิ่มขึ้นมาอีก 2 – 3 ร้อยแต่ไม่เสียเวลามากนักเหมาะสำหรับคนไม่มีเวลา แต่ถ้าอยากดูดออร่าของสาวหมวยแนะนำให้ไปขอเองจะดีกว่า :-)
แน่นอนว่าภายในอนาคตข้างหน้าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงชัวร์ๆ เพราะฉะนั้นเพื่อความแน่นอนเช็ครายละเอียดการขอวีซ่าแบบเต็มๆ ได้ที่ วิซาและหนังสืออนุญาตเข้าประเทศจีน
Read the rest of this entry »

Jim, Watson and Holmes
เวลาเราอ่านนิยาย Sherlock Holmes เราจะนึกถึงสมัยวิคตอเรี่ยนตอนปลาย ซึ่งเป็นภาพของอังกฤษในยุคโบราณที่เต็มไปความชื้นแฉะและไอหมอก แต่ถ้าจะเอามาสร้างเป็นซี่รี่ยส์ทั้งที่จะเอาแบบเดิมก็คงหน้าเบื่อและใช้งบสูงที่จะเนรมิตฉากยุคโบราณอีก ทาง BBC จึงสร้างซีรี่ยส์ Sherlock Holmes ขึ้นมาใหม่ ตั้งชื่อที่เรียกสั้นๆ ว่า Sherlock และฉากหลังของเรื่องคือศตวรรษที่ 21 ที่เราอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ เราจะได้เห็นโฮล์มส์นั้นใช้สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตในการสืบคดี! และดร.วัตสันนั้นเขียนบล็อก (The blog of Dr. John. H. Watson) บันทึกการสืบสวนแทนที่จะเขียนใส่สมุดโน้ต!!
สิ่งที่ชอบ
- ตัวละคร: ผู้สร้างได้คงนิสัยตัวละครเดิมได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนเพียงแค่ปรับให้เข้ากับยุคสมัยเท่านั้น แถมผู้แสดงแต่คนก็แสดงได้อย่างยอดเยี่ยม ที่ชอบที่สุดก็คงเป็นมอริอาร์ตี้ที่ดูลักษณะภายนอกเหมือนไม่มีพิษสง แต่แต่ละซีนที่ออกมาตีบทแตกทุกครั้ง เหมาะสมกับความเป็นนโปเลียนแห่งโลกอาชญากรรม
- การตีความใหม่: ในเวอร์ชั่นนี้หยิบยกชื่อตอนและบางส่วนจากบุพคัมภีร์ต้นตำหรับมาดัดแปลงใหม่อย่างเช่น A Study in Scarlet ก็เปลี่ยนเป็น A Study in Pink บางตอนก็ผสมเอาหลายตอน(ของเก่า)เข้ามาเป็นตอนใหม่ตอนเดียว เกือบทุกตอนตอนจบก็ไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นนิยาย เพราะฉะนั้นคนที่เคยอ่านของเก่ามาแล้ว ถึงรู้ตัวว่าคนร้ายคือใครแต่ก็ไม่มีทางเดาได้ว่าทำไปเพราอะไร นอกจากจะไขปริศนาออกได้เอง
- โพรดัคชั่น: ถึงไม่ต้องเสียตังค์สร้างฉากโบราณใหม่ และไม่ใช่หนัง(เงินทุน)ใหญ่เมื่อเทียบกับ Sherlock Holmes ของ Hollywood แต่งานสร้างซี่รี่ยส์นี้ไม่ใช่ไก่กาเลย สมจริง การตัดต่อก็ทำได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด แถมชอบมีมุกซีเรียสมาให้ฮาเป็นประจำ
สิ่งที่ไม่ชอบ
สรุป: เป็นซี่รี่ยส์สืบสวนที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งยวด! ดูง่าย สนุก และจบไวเพราะมี 2 ชุด ชุดละ 3 ตอน ตอนละชั่วโมงครึ่ง ชุดที่ 3 ก็ยังไม่ได้ถ่ายทำและจะเริ่มถ่ายทำก็ปีหน้านู่นเลย
ตอนที่แนะนำ: A Scandal in Belgravia (ชุดที่ 2 ตอนที่ 1) เพราะตัวละครอย่างไอรีน แอดเลอร์จะโผล่ออกมาโปรยเสน่ห์ให้โฮล์มส์อย่างไม่หยุดยั้ง
Read the rest of this entry »

Mr. Jiro and his team
ร้านซูชิธรรมดาๆ อยู่แถว Ginza, Tokyo ที่มีแค่ที่นั่งทานซูชิอย่างเดียว ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีอะไรเลย แต่ที่นี่กลับได้การรับรอง Michelin Guide ระดับ 3 ดาวซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดแล้ว (อารมณ์เดียวกับแม่ช้อยนางรำ 5 ดาว) เจ้าของร้านก็เป็นแค่ปู่แก่ๆ อายุ 85 ปี อะไรทำให้ร้านนี้โด่งดังได้ถึงระดับนี้…
ชอบ
- ปู่จิโระมีความคิดแบบ perfectionist อย่างเช่นความคิดที่ว่าต้องทำซูชิที่ดีกว่าเมื่อวาน หรือให้ความสนใจในทุกๆ อย่างแม้กระทั่งที่นั่งของลูกค้าก็ต้องจำในสมองให้ได้ว่าใครนั่งตรงไหน ต้องทำซูชิขนาดเท่าไหร่ดีถึงจะเหมาะกับลูกค้าคนๆ นั้น
- ให้คติการทำงานว่า ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย การที่จะได้เลื่อนขั้นมาทำซูชิให้ลูกค้าได้ ต้องทำงานที่ร้านไม่ตำว่า 10 ปี!
- ตัวหนังค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวที่คาดไม่ถึงเช่นตัวลูกชายคนโตของปู่ ตอนแรกนึกว่าแกไม่เก่งแต่ที่ไหนได้…
- การที่จะได้เป็น supplier อาหารของปู่แกก็ต้องมีความเป็น professional ไม่ต่างกับแกเลย
ไม่ชอบ
- ดูแล้วหิวและอยากไปนั่งที่ร้านจิโระสักครั้งหนึ่งในชีิวิต แต่ค่านั่งก็ 12,000 บาท จองล่วงหน้า 1 เดือน
น่าดูไหม? ตัวหนังไม่ได้เน้นด้านอาหารมากหนัก (แต่มาทีก็ combo จนน้ำลายหก) เป็นหนังสารคดีทางด้านอาหารที่โคตรน่าดูมาก สำหรับคนที่หมดกำลังใจในการทำงานหรือท้อแท้ในชีวิตแนะนำให้ดูเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
Read the rest of this entry »

IKEA
ไปเดินเล่น IKEA (ออกเสียงว่า อิ เคีย อะ ตามภาษาสวีเดนแท้ๆ) มา 6 ชม. สรุปได้ดังนี้
- ตัวอาคารอยู่ในอภิมหาศูนย์การค้า Mega Bangna ตอนนี้มีแค่ IKEA สามารถเอารถเข้าไปจอดใต้อาคารได้เลย (ถ้าไปจอดลานจอดรถข้างๆ ตอนขนของออกก็ต้องวนรถมาที่หน้าอาคารอีก แถมรถเข็นก็เอาออกนอกตัวอาคารไม่ได้ แบกกันมัน)
- เข้าไปแนะนำให้หยิบแค่กระดาษจด ดินสอ และสายวัดก็พอ ไม่จำเป็นต้องเอาแคตาล็อกไปเพราะเข้าไปก็เจอโชว์รูมอยู่ดี
- แนวทางการเดินเป็นแบบทางเดียว ตั้งแต่ต้นจนออกเป็นอย่างนี้ โชว์รูม -> สินค้าเล็กๆ หยิบใส่รถเข็นได้ -> โรงอาหาร (มีทบอลในตำนาน -> (ชั้นล่าง) สินค้าเล็กๆ อีกที -> โกดัง (สินค้าใหญ่ หยิบเอง) -> เคานท์เตอร์จ่ายเงิน
- โชว์รูมห้องหลากหลายแบบที่ตกแต่งเรียบร้อยแล้ว แต่และแบบเช่นห้องนอน ก็มีสไตล์อื่นๆ แยกย่อยออกไปอีก ถ้าชอบเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนก็แค่จดรหัส แถว และชั้นก็พอ
- สินค้าทุกอย่างต้องหยิบเอง โกดังก็อารมณ์เดียวกับแมคโคร ไม่แถมถุงให้ต้องซื้อตรงนั้นหรือเอาถุงไปเอง
- เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นต้องประกอบเองหมด บางอันถูก บางอันก็แพงทั้งที่เป็นสินค้าชนิดเดียวกันแต่คนดีไซน์ต่างกัน ขึ้นอยู่ว่าเราชอบแบบไหนและเงินถึงไหม
- IKEA ไม่ใช่สินค้าเกรดเอระดับเทพ ส่วนใหญ่ก็ผลิตมาจากจีนทั้งนั้น ตามความคิดเห็นส่วนตัวคือเป็นสินค้าที่กลางๆ กับ พอใช้
- เล่มแคตาล็อก IKEA ตอนจ่ายเงินเสร็จแล้วเดินเลี้ยวขวาไปแผนกบริการลูกค้า หยิบได้ฟรี มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
โดยรวมแล้ว IKEA สำหรับผมก็ค่อนข้างโอเคเลย ชอบแบบเรียบๆ ราคาไม่แพง มีฟังก์ชั่นนัล ของบางอย่างก็แปลกๆ ไม่เคยเห็นในไทย และสุดท้ายก็คือ สุขใจที่ได้ประกอบเฟอร์ฯ ด้วยตัวเอง